ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานทำให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น การสร้างที่พักอาศัยที่มีคุณภาพมาตรฐาน  การผลิตสินค้าและการให้บริการต่างๆ  ที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากขึ้น  เทคโนโลยีทำให้สามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากและมีราคาถูกลง และช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว ประชากรในโลกสามารถติดต่อสื่อสารและรับฟังข่าวสารจากทั่วมุมโลกได้ตลอดเวลา

เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์


เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร



เทคโนโลยี (Technology)

         เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์วิธีการ หรือกระบวนการ เพื่อช่วยให้การทำงานหรือแก้ปัญหาต่างๆ

         เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพราะการนำวัตถุดิบมาผ่านการดำเนินการจนได้วัตถุสำเร็จรูป สินค้าเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบนั้นมากประเทศที่มีเทคโนโลยี มักจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เทคโนโลยีจึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยในการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานด้านต่างๆ

สารสนเทศ (information)

         สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
มนุษย์แต่ละคนตั้งแต่เกิดมาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น เรียนรู้สภาพสังคมความเป็นอยู่ กฎเกณฑ์
และวิชาการ ลองจินตนาการดูภายในสมองของมนุษย์เก็บข้อมูลอะไรบ้าง เราคงตอบไม่ได้ แต่สามารถเรียกเอาข้อมูลมาใช้ได้ ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมองเป็นสิ่งที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน ความรอบรู้ของแต่ละคน จึงขึ้นอยู่กับการประมวลผลและการเรียกใช้ข้อมูลนั้น ดังนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า ความรู้เกิดจากข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทุกวันนี้มีข้อมูลอยู่รอบตัวเรามาก ข้อมูลเหล่านี้มาจากสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล สารสนเทศทำให้เกิดความรู้ เช่น การเก็บข้อมูลสภาพน้ำฝนแล้วนำมาประมวลผลสรุปรายงานเป็นสารสนเทศ ซึ่งบอกได้ว่าแต่ละเดือนมีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยเท่าไหร่ โดยสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ประโยชน์ เพื่อเลือกปลูกพืชในเวลาที่เหมาะสม
          ถึงแม้ในสมองมนุษย์จะสามารถเก็บข้อมูลไว้จำนวนมาก แต่ก็มีข้อจำกัดในการจัดเก็บ การเรียกใช้ การประมวลผล และการคิดคำนวณ ดังนั้น จึงมีการสร้างเครื่องจักรเพื่อจัดการสารสนเทศ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลจำนวนมากไว้ในหน่วยความจำได้ สามารถคำนวณและค้นหาข้อมูลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถส่งข้อมูลไปได้ไกลและรวดเร็วมาก
          คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้เกิดงานบริการที่อำนวยความสะดวกต่างๆในชีวิตประจำวัน เช่น การฝาก-ถอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม (Automatic Teller Machine : ATM)  การจองตั๋วภาพยนตร์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ การลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนและการเรียนผ่านระบบเครือข่าย


รูปที่ 1.1 คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่
ที่มา: http://www.plaza24hour.com/userdata/8570/8570_1616030312120404030337370303.jpg


รูปที่ 1.2 การฝาก-ถอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม
ที่มา :  https://jaojook.files.wordpress.com/2010/09/atm.jpg

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT)

             เทคโนโลยีสารสนเทศ  หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้ในจัดการสารสนเทศ  เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การนำเข้าข้อมูล การประมวลผลข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล และการแสดงผล เทคโนโลยีสารสนเทศยังรวมถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดระบบให้บริการ การใช้ และการดูแลรักษาข้อมูลด้วย
             เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับการจัดการสารสนเทศมักมีเทคโนโลยีสื่อสารเข้ามาเกี่ยวข้องร่วมด้วยเสมอ เราจึงเรียกรวมกันว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที (Information and Communication Technology: ICT)



      เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับโลกครั้งใหญ่ เมื่อเข้าสู่ยุคของสารสนเทศ องค์กรต่างๆ ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการจัดการงานประจำวันให้ทำได้สำเร็จเร็วขึ้นการผลิตทำได้รวดเร็ว เนื่องจากมีการนำระบบอัตโนมัติด้านการผลิตมาใช้ มีระบบบัญชีและโปรแกรมที่ทำงานเฉพาะด้านมากขึ้น กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เป็นต้น

ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีดังนี้

       1.2.1 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว  

                อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆที่ใช้ในเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีการพัฒนาให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อความสะดวกในการทำงาน เช่น ความเร็วของคอมพิวเตอร์โดยรวมจะเพิ่มขึ้นทุก 18 เดือนทำให้คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้น แสดงพัฒนาการของจำนวนทรานซิสเตอร์ในซีพียูรองรับงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ในอดีตเรามีการสื่อสารโดยส่งข้อความผ่านการส่งจดหมาย โทรเลข โทรศัพท์ ปัจจุบันมีการส่งข้อความ วีดิทัศน์ เสียง ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

รูปที่ 1.3 แสดงพัฒนาการของจำนวนทรานซิสเตอร์ในซีพียู
ที่มา : https://3c1703fe8d.site.internapcdn.net/newman/gfx/news/hires/2015/
553a4b60cb2d8.jpg

        1.2.2 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถนำไปประยุกต์ในด้านต่างๆ 

                  ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความจำเป็นในการดำเนินงานทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา ธุรกิจ หรือบันเทิง ทุกหน่วยงานมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปใช้ เช่น การเก็บข้อมูลบุคคล ระบบภาษี ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบจองตั๋วภาพยนตร์ ระบบชมรายการโทรทัศน์และฟังเพลงออนไลน์ ดังรูปที่ 1.4

รูปที่ 1.4 ตัวอย่างเว็บไซต์ฟังเพลงออนไลน์ต่างๆ
ที่มา : http://virginhitz.becteroradio.com/


          1.2.3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยทำให้การบริการสะดวกขึ้น

                    เมื่อมีการพัฒนาระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลทำให้การบริการต่างๆ มีหลากหลาย และสะดวกขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ซื้อสินค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้าน สามารถสอบถามข้อมูลต่างๆ ทางโทรศัพท์ นักเรียนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ดูคะแนนสอบจากที่บ้าน สามารถถอนเงินได้จากทั้งธนาคารหรือตู้เอทีเอ็ม จองตั๋วชมภาพยนตร์จากพนักงานตู้บริการจองตั๋ว หรืออินเทอร์เน็ตดังรูปที่ 1.5

รูปที่ 1.5  ตัวอย่างการจองตั๋วชมภาพยนตร์
ที่มา : https://www.prachachat.net/online/2014/11/14169184321416918453l.jpg

          1.2.4 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยให้การทำงานรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ

                   ในระบบที่ต้องการนำข้อมูลมาประมวลผล และดำเนินการตัดสินใจ เมื่อมีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารมาใช้จะทำให้การดำเนินการต่างๆ ทำได้เร็วขึ้น เช่น โรงงานผลิตรถยนต์สามารถผลิตรถยนต์ออกมาเหมือนกันทุกคัน ถ้าใช้คนทำอาจมีความเหนื่อยล้าและอาจมีความผิดพลาดได้ง่าย สำหรับข้อมูลที่มีจำนวนมาก การนำคอมพิวเตอร์มาประมวลผลสามารถทำได้ถูกต้องและรวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถประมวลผลข้อมูลที่ต้องการมีทำงานซ้ำๆได้อย่างถูกต้องและแม่นยำอีกด้วย

          1.2.5 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

                    การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายลดลง เช่น การเรียนสามารถเรียนผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเรียน การถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิตอลซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าฟิล์ม ซึ่งถ้าต้องการพิมพ์รูป สามารถเลือกพิมพ์รูปที่ต้องการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการล้าง และอัดรูปทั้งหมดออกมาดู การส่งอีเมล์เป็นการติดต่อสื่อสารที่สะดวก รวดเร็ว และประหยัด เป็นต้น



           พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ช่วยให้การทำงานและชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น แต่พัฒนาการดังกล่าวย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมมากมาย ทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังต่อไปนี้

           1.3.1 ผลกระทบด้านบวก

                    ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารต่อสังคมด้านบวก เช่น

                    1) การสร้างเสริมคุณภาพชีวิต
           เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยทำให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ช่วยส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้มนุษย์รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงภัยกับงานที่มีอันตราย มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ มีเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ ทำให้ติดต่อถึงกันได้สะดวก มีระบบคมนาคมขนส่งที่รวดเร็วสามารถติดต่อสื่อสารได้โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะเดินทางดังรูปที่ 1.6


รูปที่ 1.6 เทคโนโลยีสารสนเทศการทำงานและการติดต่อสื่อสารทำได้ทุกที่ทุกเวลา
ที่มา: https://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2015/05/lad02300558p2.jpg


                   2) การเสริมสร้างความเสมอภาคในสังคมและการกระจายโอกาส

          เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยให้การกระจายข่าวสารไปได้ทั่วทุกแห่ง แม้แต่ในถิ่นทุรกันดาร มีการใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกลทำให้เป็นการกระจายโอกาสการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล ดังรูปที่ 1.7 นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสารทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน


รูปที่ 1.7 การเรียนรู้ในถิ่นห่างไกล
ที่มา : https://nutnaluan.files.wordpress.com/2015/10/wpid-images.jpg?w=809

                   3) การเรียนการสอนและส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย
          ในสถานศึกษามีการนำคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มาสร้างสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประกอบการเรียนการสอน เช่น วีดิทัศน์ อีเลิร์นนิ่ง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา เช่น จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน
ในอินเทอร์เน็ตมีแหล่งข้อมูลให้เข้าถึงได้อย่างเสรี เช่น เว็บไซต์ http://th.wikipedia.org , http://www.vcharkarn.com และ http://www.gotoknow.org  ดังรูปที่ 1.8


รูปที่ 1.8 ตัวอย่างเว็บไซด์ให้ความรู้
ที่มาhttp://3.bp.blogspot.com/h3Wqu9rysWg/Uv78XRjWZSI/AAAAAAAAAGk/yU8xVcejMWE/s1600/Untitle222d.png

ที่มาhttp://1.bp.blogspot.com/-4vJXCb3P7C4/Ue_gSIlahRI/AAAAAAAAACo/J6a-j6o0zDk/s1600/ghg.png

ที่มา : http://www.libraryhub.in.th/wp-content/uploads/2009/05/gotoknow.jpg

           ในด้านการค้นคว้าวิจัยนักวิทยาศาสตร์ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้ในการค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก ใช้ค้นหารายงานการวิจัยที่เก็บไว้ในห้องสมุดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ใช้ในการจำลองโครงสร้างอะตอม ดังรูปที่ 1.9

รูปที่ 1.9 การจำลองโครงสร้างอะตอม
ที่มา : https://image.dek-d.com/25/825116/109394261


                4) การรักษาสิ่งแวดล้อม
          ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น การอนุรักษ์ป่าไม้ มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมการติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อม เพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวบรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรียกว่า โทรมาตร (telemeter) ตัวอย่างระบบโทรมาตรจากศูนย์สารสนเทศ กรมชลประทาน ดังรูปที่ 1.10


รูปที่ 1.10 ตัวอย่างระบบโทรมาตร
ที่มา : http://www.siamtc.co.th/wp-content/uploads/2012/02/DSC01404.jpg


               5) การรักษาความปลอดภัย

          ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อมีการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การตรวจสอบสัมภาระในการเดินทาง การตรวจสอบอาวุธและวัตถุระเบิด ดังรูปที่ 1.11


รูปที่ 1.11 การตรวจสอบหาอาวุธหรือวัตถุระเบิด
ที่มา:  https://phungwit.ac.th/krootim/images/unit/21.1.jpg

               6) การผลิตในอุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรม

          การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิต เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมากและมีต้นทุนต่ำ และยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าและใช้บริการได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ปัจจุบันเราสามารถใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อสินค้าการทำธุรกรรมทางการเงิน การดูข้อมูลที่มีผลกับธุรกิจ


               7) การสร้างสรรค์ผลงานและพัฒนาความคิด
          เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นต่อชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุผลนี้เยาวชนจึงต้องเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปพัฒนาสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ ในการนี้มีหลายสถาบัน เช่น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้มีการจัดแข่งขันการพัฒนาโครงงานหรือซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถ และเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นดังรูปที่ 1.12


รูปที่ 1.12 การแข่งขันพัฒนาโครงงานของสสวท.
ที่มา:  http://www.vcharkarn.com/varticle/44120


               8) การส่งเสริมประชาธิปไตย

          ในการเลือกตั้งระดับต่างๆ มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อกระจายข่าวสาร และให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งก็มีการใช้คอมพิวเตอร์รวมผลคะแนน ให้สื่อโทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ตรายงานผลการนับคะแนน ที่ทำให้ทราบผลได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังรูปที่ 1.13


รูปที่ 1.13 เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ที่มา:  http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=539016


          1.3.2 ผลกระทบด้านลบ

                  ผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อสังคมด้านลบ เช่น

               1) ทำให้เกิดอาชญากรรม

          เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นหนทางในการก่ออาชญากรรมได้ อาชญากรรมอาจใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการวางแผนปล้น วางแผนโจรกรรม มีการลักลอบใช้ข้อมูลข่าวสาร   ดังตัวอย่างรูปที่ 1.14 หรือเข้าแก้ไขข้อมูล เช่น การแก้ไขระดับคะแนนของนักศึกษา แก้ไขจำนวนเงินในบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ การแก้ไขข้อมูลในโรงพยาบาลเพื่อให้การรักษาพยาบาลคนไข้ผิด ซึ่งเป็นการทำร้ายหรือฆาตกรรม ดังที่เห็นในภาพยนตร์ รวมไปถึงการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อล่อลวงผู้อื่นไปในทางที่ไม่ดี


รูปที่ 1.14 ตัวอย่างการโจรกรรมข้อมูลทางคอมพิวเตอร์
ที่มา : http://dailytimes.com.pk/static/uploads/original/c279aeffbb5ee43afc205358aa61ee51.jpg



               2) ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเสื่อมถอย

          การใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสาร ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องพบหน้ากัน การใช้คอมพิวเตอร์หรือแม้แต่การเล่นเกม มีลักษณะการใช้งานเพียงคนเดียว ทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นลดลง ผลกระทบนี้ทำให้มีความเชื่อว่า มนุษย์สัมพันธ์ของบุคคลน้อยลง สังคมใหม่จะเป็นสังคมที่ไม่ต้องพึ่งพากันมาก อย่างไรก็ตามได้มีงานวิจัยคัดค้านและแสดงความคิดเห็นที่ว่าเทคโนโลยีได้ช่วยให้มนุษย์มีการติดต่อสื่อสารถึงกันมากขึ้นและมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

               3) ทำให้เกิดความวิตกกังวล

          ผลกระทบนี้เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจของกลุ่มบุคคล บางกลุ่มที่มีความวิตกกังวลว่า คอมพิวเตอร์อาจทำให้เกิดการจ้างงานน้อยลง มีการนำเอาหุ่นยนต์มาใช้ในงานมากขึ้น ดังรูปที่ 1.15 มีระบบการผลิตที่อัตโนมัติมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้แรงงานอาจตกงาน หรือหน่วยงานอาจเลิกว่าจ้างได้ โดยความจริงแล้วความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น แต่ถ้าบุคคลนั้นมีการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี หรือมีการพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถสูงขึ้นแล้วปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น


รูปที่ 1.15  การนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์
ที่มา:  http://tommytoy.typepad.com/.a/6a0133f3a4072c970b01a3fd1a157d970b-550wi


               4) ทำให้เกิดความเสี่ยงภัยในการดำเนินงาน

การดำเนินงานในปัจจุบันจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมากขึ้นข้อมูลข่าวสารทั้งหมดของธุรกิจฝากไว้ในศูนย์ข้อมูล หากเกิดการสูญหายของข้อมูล อันเนื่องมาจากอุบัติภัย เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือถูกทำลายจากไวรัสคอมพิวเตอร์ ก็จะทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลนำข้อมูลนั้นมาใช้ได้ นอกจากนี้อาจมีผู้ประสงค์ร้ายเข้าไปขโมยข้อมูลมาใช้ในทางที่ไม่ดีได้ง่ายขึ้น


                5) ทำให้เกิดการพัฒนาอาวุธไปใช้ในทางที่ผิด

ประเทศที่มีการนำเทคโนโลยีและการสื่อสารมาช่วยในการพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายสูง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดสงครามและมีการสูญเสียมากขึ้น


               6) ทำให้เกิดการแพร่กระจายข่าวสารที่ไม่เหมาะสม

          คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานตามคำสั่ง การนำมาใช้ในทางใดจึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้ จริยธรรมการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องสำคัญดังเช่น ในการใช้งานอินเตอร์เน็ตอาจมีผู้สร้างโฮมเพจหรือสร้างข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาหรือภาพไม่เหมาะสม เช่น ภาพลามกอนาจาร หรือภาพที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย การดำเนินการเช่นนี้ย่อมขึ้นอยู่กับจริยธรรมของผู้ดำเนินการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีทีรับแจ้งเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมผ่านเว็บไซต์ ดังรูปที่ 1.16
นอกจากนี้ยังมีการปลอมแปลงอีเมล์เพื่อส่งอีเมล์ถึงผู้อื่น โดยมีเจตนากระจายข่าวที่เป็นเท็จ จริยธรรมการใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจและคำนึงถึงการใช้งานที่มีผลกระทบถึงผู้อื่น


รูปที่ 1.16 เว็บไซต์ของกระทรวงไอซีที
ที่มา:  https://f.ptcdn.info/864/012/000/1386005580-02-o.jpg

               7) ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ

การใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้มีปัญหาต่อสุขภาพ เช่น การเพ่งที่จอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจทำให้ปวดตา การนั่งในท่าเดิมนานๆ ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดคอ การเกร็งข้อมือขณะพิมพ์งานหรือใช้เมาส์จะทำให้เกิดการปวดข้อมือและนิ้วได้


               8) ทำให้ติดคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

          การติดคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต มีหลายลักษณะ เช่น ติดการเล่นเกม ติดการค้นหาเว็บ     ติดการแชท และติดการพนันหรือประมูลสินค้า ผู้ที่มีอาการติดสิ่งเหล่านี้ จะต้องการเวลาในการทำกิจกรรมนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถเลิกได้ ซึ่งทำให้มีปัญหาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ซึมเศร้า ไม่อยากนอน เชื่องช้า ก้าวร้าว ขาดวินัย ไม่มีความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้น ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการดูแลเอาใจใส่ ควรฝึกให้บุตรหลานตระหนักถึงสิ่งที่ให้ประโยชน์หรือโทษ และควรปลูกฝังจิตสำนึกและความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัวและสังคม



       ข้อมูล (data) หมายถึง ข้อเท็จจริง (fact) ที่อยู่ในรูปแบบตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ซึ่งสามารถบันทึกไว้อย่างต่อเนื่องและมีความหมายอยู่ในตัว เช่น ชื่อนักเรียน อายุ เพศ จำนวนประชากร ปริมาณฝน เป็นต้น ข้อมูลจะมีอยู่จำนวนมาก และจะถูกนำไปประมวลผล เพื่อใช้ประโยชน์ในเรื่องต่างๆได้มากมาย

       ข้อมูลมีความสำคัญมาก หากข้อมูลที่ป้อนให้คอมพิวเตอร์ผิด ผลลัพธ์ที่ได้จากคอมพิวเตอร์จะผิดด้วยหรือเรียกว่า ป้อนขยะเข้าย่อมได้ขยะออกมา (garbage in-garbage out)

       สารสนเทศ (information) หมายถึง สิ่งที่ได้จากการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ หรืออาจกล่าวได้ว่าสารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทันต่อเวลาและอยู่ในรูปแบบที่ใช้สะดวก ซึ่งสารสนเทศที่ดีต้องมาจากข้อมูลที่ดี

       การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศจะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี เช่น อาจจะมีการกำหนดให้ผู้ใดบ้างเป็นผู้มีสิทธิ์ใช้ข้อมูลได้ ข้อมูลที่เป็นความลับจะต้องมีระบบขั้นตอนการควบคุม  กำหนดสิทธิ์ในการแก้ไขหรือการกระทำกับข้อมูลว่าจะกระทำได้โดยใครบ้าง นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บไว้แล้วต้องไม่เกิดการสูญหายหรือถูกทำลายโดยไม่ได้ตั้งใจ

       การประมวลผล (processing) หมายถึง การกระทำของเครื่องคอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล การคำนวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลำดับ การจัดกลุ่มข้อมูล การจัดทำรายงาน เป็นต้น


การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ



รูปที่ 2.1  การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
ที่มา:   https://sites.google.com/site/kruyingpiyanuch/_/rsrc/1429985734919/hnwy-thi-3-kar-cadkar-sarsnthes/3-1-khxmul-laea-sarsnthes/1001.png






             ข้อมูลแบ่งได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง ในที่นี้ใช้ลักษณะของการรวบรวมข้อมูลเป็นเกณฑ์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

     2.2.1 ข้อมูลปฐมภูมิ

             ข้อมูลปฐมภูมิ (primary data)  คือ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลโดยตรง เช่น ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกต การทดลอง การทดสอบ ข้อมูลการเข้าชั้นเรียนของนักเรียนแต่ละภาคการศึกษา ซึ่งเก็บข้อมูลด้วยวิธีเช็คชื่อเข้าเรียน เป็นต้น

     2.2.2 ข้อมูลทุติยภูมิ

             ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) คือ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำข้อมูลที่ผู้อื่นรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ มาใช้งานโดยไม่ต้องลงมือเก็บรวบรวมเอง เช่น สถิติจำนวนประชากรที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยรวบรวมและตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งสามารถนำเอาไปทำการประมวลผลต่อได้ เป็นต้น




เมนู

หน้าหลัก
»คำแนะนำการใช้บทเรียน
»คำอธิบายรายวิชา
»แบบทดสอบก่อนเรียน
»แบบทดสอบหลังเรียน

หน่วยที่ 1 รู้จักกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

»จุดประสงค์การเรียนรู้
»แบบทดสอบก่อนเรียน

»»1.1 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารคืออะไร

»»1.2 ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

»»1.3 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

»แบบทดสอบหลังเรียน

หน่วยที่ 2 ข้อมูลและสารสนเทศ

»จุดประสงค์การเรียนรู้
»แบบทดสอบก่อนเรียน

»»2.1 ข้อมูลและสารสนเทศ

»»2.2 ประเภทของข้อมูล

»»2.3 วิธีการประมวลผลข้อมูล

»»2.4 การจัดการสารสนเทศ

»»2.5 ระดับของสารสนเทศ

»แบบทดสอบหลังเรียน

หน่วยที่ 3 องค์ประกอบคอมพิวเตอร์

»จุดประสงค์การเรียนรู้
»แบบทดสอบก่อนเรียน
»»3.1 หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

»»3.2 หน่วยรับข้อมูล

»»3.3 หน่วยประมวลผลกลาง

»»3.4 หน่วยความจำหลัก

»»3.5 หน่วยแสดงผล

»»3.6 หน่วยความจำรอง

»»3.7 บทบาทของคอมพิวเตอร์

»»3.8 ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

»แบบทดสอบหลังเรียน

»แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม
»ผู้จัดทำ

ครูนงลักษณ์ เย็นสุข

บทเรียนที่ได้รับความสนใจมากสุด

ติดต่อครูนงลักษณ์

Name

Email *

Message *

ยอดเข้าชม